bgshrine1 

• ประวัติความเป็นมา

shrine1ประวัติพ่อปู่เจ้าพระยาวิชาฤาไชย
          พ่อปู่เจ้าพระยาวิชาฤาไชย เป็นรูปปั้นหล่อด้วยปูนทาสีดำ ลักษณะยืนถือดาบคู่ ขนาดเท่าคนจริง ประดิษฐานที่ศาลาจัตุรมุขสร้างด้วยไม้สัก บริเวณพื้นที่แผนกช่างโยธา กองบิน ๔๖
          พ่อปู่เจ้าพระยาวิชาฤาไชย เดิมเป็นรูปปั้นจำลองขนาดเล็ก ลักษณะยืนถือดาบคู่ สูงประมาณ ๙ นิ้ว ประดิษฐานอยู่ในศาลเล็ก ๆ (ไม่ทราบประวัติแน่ชัดว่าผู้ใดเป็นผู้สร้างและสร้างสมัยใด)
          รูปปั้นพ่อปู่เจ้าพระยาวิชาฤาไชย ในปัจจุบันสร้างขึ้นพร้อมกับศาลาจัตุรมุข เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๙ โดย นาวาอากาศเอก สันทัสก์ ฉิมพาลี ผบ.กองบิน ๔๖ ต่อมา นาวาอากาศเอก มานะ ประสพศรี ผบ.กองบิน ๔๖ ท่านใหม่ ได้มีการดำเนินการปรับปรุงบูรณะเพิ่มเติม ติดกระจกโดยรอบเพื่อให้ดูมิดชิดเป็นสัดส่วน

จากการสืบค้นทางประวัติศาสตร์ : สันนิษฐานว่า เจ้าพระยาวิชาฤาไชยน่าจะเป็นคนเดียวกับพระชัยบุรี ทหารเอกรุ่นแรกของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่มีความเก่งกล้าสามารถ รับราชการจนมีตำแหน่งสูงสุดของเมืองพิษณุโลก เดิม ชื่อ “ดวง” เป็นชาวเมือง สวางคบุรี (แขวงเมืองพิชัย) บรรดาศักดิ์เริ่มแรกในแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ เป็นขุนเดชพระเวทย์แสนศึกสู้ รับราชการจนมีความชอบเป็น ออกพระชัยบุรี ,พระชัยบุรี เจ้าเมืองชัยบาดาล ,พระยาชัยบูรณ์ มีบรรดาศักดิ์สุดท้าย คือ เจ้าพระยาสุรสีห์พิษณุวาธิราช ผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองพิษณุโลก ในปี พ.ศ.๒๑๓๖ ชอบอนุรักษ์ไก่ชน พันธุ์เขียวพาลี

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ กล่าวว่า เมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวร ฯ เสด็จขึ้นมาดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราชเมืองพิษณุโลก เมื่อปี พ.ศ.๒๑๑๔ นั้น พระองค์ทรงเกณฑ์บุตรหลานshrine2ข้าราชการ และเยาวชนรุ่นราวคราวเดียวกับพระองค์มาทำการฝึก และทรงค้นหาคนดีมีฝีมือไว้ใช้ในราชการ พระชัยบุรี เจ้าเมืองชัยบาดาล และ พระศรีถมอรัตน์ เจ้าเมืองศรีเทพ สองทหารเอก รุ่นแรกได้ถูกเรียกตัวเพื่อสนองพระเดชพระคุณ ช่วยราชการเมืองพิษณุโลก ด้วยการศึกษายุทธศาสตร์พิชัยสงครามรูปแบบใหม่ (ที่สมเด็จพระนเรศวร ฯ ทรงร่ำเรียนมาจากราชสำนักพระอาจารย์มังกุโสดอ พระมหาเถรคันฉ่อง และบุเรงนอง) และช่วยถ่ายทอดให้กับนักรบเยาวชนรุ่นแรก ไม่นานนักรบเหล่านั้นก็เป็นนักรบที่มีคุณภาพ พร้อมที่จะรบเพื่อกู้เอกราช

shrine3การยุทธ์ ครั้งแรกเมื่อนักรบรุ่นใหม่สำเร็จจากศูนย์รบพิเศษสำนักพระราชวังจันทน์แล้วเพื่อให้เกิดความชำนาญ สมเด็จพระนเรศวร ฯ ทรงกำหนดสถานการณ์ให้ทหารของพระองค์ปราบโจรผู้ร้ายจริง (สมัยนั้นโจรผู้ร้ายชุกชุมมาก) โดยกำหนดให้โจรผู้ร้ายเปรียบเสมือนข้าศึก เมื่อปราบโจรผู้ร้ายเรียบร้อยราบคาบแล้ว เขมรเกิดแข็งเมือง ซึ่งแต่เดิมนั้นเขมรเป็นเมืองประเทศราชของไทยมาก่อน เห็นว่าไทยสิ้นกำลังก็บังอาจยกกองทัพมาตีเมืองไทยอยู่หลายครั้ง แต่ต้องพ่ายแพ้ต่อไทยทุกครั้ง จนถึง พ.ศ.๒๑๒๒ พระยาละแวก ให้พระทศราชายกกองทัพ ๕,๐๐๐ คน มาปล้นเมืองนครราชสีมา และหมายปล้นทรัพย์จับเป็นเชลยชาวเมืองสระบุรี และเมืองอื่น ๆ มาเป็นเชลย ขณะนั้นสมเด็จพระนเรศวร ฯ เสด็จลงมาประทับในพระนคร ฯ พอทราบข่าวจึงจัดกำลัง ๓,๐๐๐ คน รีบเสด็จไปดักกองทัพเขมรที่ชัยบาดาลให้พระชัยบุรี และพระศรีถมอรัตน์ เป็นทัพหน้าคุมพล ๕๐๐ คน ไปตั้งซุ่มอยู่ที่ดงพระยากลาง ฝ่ายเขมรเมื่อตีได้เมืองนครราชสีมาโดยง่าย จึงยกกองทัพมาด้วยความประมาท พอถึงที่ซุ่ม พระยาชัยบุรี และพระศรีถมอรัตน์จึงส่งให้ทหารออกล้อมรบ ฆ่าฟันทัพเขมรล้มตายแตกหนียับเยินถึงทัพหลวง พระทศราชาแม่ทัพเขมรไม่รู้ว่าทัพไทยมีกำลังพลมากน้อยเพียงใด จึงรีบล่าทัพกลับเขมร เป็นครั้งแรกที่สมเด็จพระนเรศวร ฯ ทรงใช้กลยุทธ์ “คนน้อยชนะคนมาก” แต่นั้นมาเขมรไม่กล้าที่จะย่ำยีไทยอีกต่อไป

          เมื่อ พ.ศ.๒๑๒๔ หลังจากที่บุเรงนองสวรรคตแล้ว “มังไชยสิงห์” ราชโอรสขึ้นครองราชย์ ทรงพระนามว่า “นันทบุเรง” ทรงแต่งตั้ง “มังกะยอชวา” เป็นพระมหาอุปราชา มีความระแวงshrine4ว่าไทยจะตั้งแข็งเมือง จึงตรัสสั่งให้ นันทสุ และ ราชสงคราม เป็นแม่กองดำเนินการสร้างทางตั้งแต่ เมาะตะมะ ถึง กำแพงเพชร เพื่อผลทางสงคราม หากอยุธยาหรือล้านช้างคิดจะตั้งแข็งเมือง
          ลุ ถึง พ.ศ.๒๑๒๗ เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงประกาศอิสรภาพที่เมืองแครงแล้ว นันทสุ และราชสงคราม ได้คุมไพร่พลไทยใหญ่ทำทางอยู่ที่กำแพงเพชร และทราบว่ากองทัพสมเด็จพระนเรศวร ฯ กำลังยกมาโดยมีพระชัยบุรีและพระศรีถมอรัตน์ เป็นทัพหน้า จึงได้ยกทัพถอยหนี แต่มาทันกันที่ตำบลแม่ระกาได้เกิดสู้รบกันถึงขั้นชนช้าง พระชัยบุรีขี่ช้างพลายปืนพระราม ได้ชนกับช้างนันทสุเป็นสามารถ นันทสุจ้วงฟันด้วยของ้าว ต้องนิ้วชี้พระชัยบุรีกระทบข้อขาด แต่ช้างนันทสุทานกำลังช้างพระชัยบุรีไม่ได้จึงพ่ายไป ส่วนพระศรีถมอรัตน์ขี่ช้างพลายศัตรูพินาศ ได้ชนด้วยช้างราชสงคราม ช่างพม่าพ่ายแพ้หนีไปทางตำบลแมงรางชาง เมื่อทัพไทยได้รับชัยชนะแล้วจึงกลับคืนมายังกองทัพหลวงที่ตำบลเชียงทอง เพื่อปรับกำลังพลทำศึกต่อไป เมื่อขับไล่พม่าจนพ้นเมืองกำแพงเพชรแล้วสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้ตรัสสั่งให้พระชัยบุรีเป็นแม่ทัพและเป็นที่ปรึกษาทัพ (เสนาธิการ) ยกไปปราบพระยาพิไชย และพระยาสวรรคโลกที่ตั้งตนเป็นกบฏ และสามารถจับพระยาทั้งสองได้ สมเด็จพระนเรศวร ฯ มีพระราชดำรัสให้มัดพระยาทั้งสองตระเวรรอบทัพ แล้วให้ประหารเสีย

shrine5

ตั้งแต่สมเด็จพระนเรศวรเสวยราชย์ เมื่อปีขาล พ.ศ.๒๑๓๓ ยังเสด็จประทับอยู่ที่วังจันทน์เกษมต่อ ๒ ปี เมื่อสิ้นศึกยุทธหัตถีจนตีได้เมืองทะวาย และตะนาวศรีแล้ว จึงทำพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร เสด็จประทับในพระราชวังหลวง เมื่อเดือน ๑๐ ปีมะเส็ง พ.ศ.๒๑๓๖ แล้วโปรดให้กลับหัวเมืองเหนือ ซึ่งได้ทิ้งร้างอยู่ ๘ ปี ขี้นอย่างเดิม และทรงตั้งข้าราชการที่มีความชอบเป็นเจ้าเมือง คือให้พระยาชัยบูรณ์ (น่าจะเป็นคนเดียวกับพระชัยบุรี ทหารเอกที่เป็นข้าหลวงเดิมเคยรบพุ่งมาตั้งแต่แรก) เป็นเจ้าพระยาสุรสีห์ ฯ เจ้าเมืองพิษณุโลก ให้พระยาศรีไสยณรงค์ (ดูน่าจะเป็นคนเดียวกับ พระศรีถมอรัตน์ ทหารเอกที่เคยคู่กับพระชัยบุรี) เป็นเจ้าเมืองตะนาวศรี (คัดลอก : จากหนังสือ พระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระนิพนธ์สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ : พิมพ์ที่โรงพิมพ์สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี นายเมธี บริสุทธิ์ ผู้พิมพ์โฆษณา พ.ศ.๒๕๒๑ : หน้า ๖๖)
พ.ศ.๒๑๓๙ เมื่อครั้งเมืองเชียงใหม่ ขอสวามิภักดิ์เป็นเมืองขึ้นของไทย สมเด็จพระนเรศวร ฯ รับว่าจะช่วยเมืองเชียงใหม่ ขณะนั้นกองทัพล้านช้างจะเข้าตีเชียงใหม่ พระองค์ โปรดเกล้าให้ เจ้าพระยาสุรสีห์ ฯ เป็นผู้แทนพระองค์เจรจาไกล่เกลี่ยระหว่างเมืองเชียงใหม่และล้านช้าง ด้วยพระบารมีของพระองค์ทำให้เกิดการแทนพระองค์อยู่เสมอ บรรดาศักดิ์ครั้งสุดท้ายได้รับการ โปรดเกล้า ฯ เป็น เจ้าพระยาสุรสีห์พิษณุวาธิราช เจ้าเมืองพิษณุโลกอันเป็นหัวเมืองเหนือชั้นเอกรองจาก กรุงศรีอยุธยาราชธานี นับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่เปรียบมิได้ พวกเราลูกหลานเผ่าไทย และชาวกองบิน ๔๖ ขอน้อมรำลึก และสักการะในคุณงามความดีของท่าน... และเหล่านักรบผู้กล้า...ที่มีคุณูปการต่อชาติบ้านเมืองตลอดชั่วนิรันดร์